ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism)
ติวเตอร์ โก โฮม (http://www.tutorgohome.com/otherarticlesz/888-ทฤษฎีการเรียนรู้.html) ได้กล่าวไว้ว่า
ทฤษฏีนี้มีความเชื่อพื้นฐานที่สำคัญ 2
ประการ คือ
1. เชาวน์ปัญญาของบุคคลมิได้มีเพียงความสามารถทางภาษาและทางคณิตศาสตร์เท่า
นั้น แต่มีอยู่อย่างหลากหลายถึง 8 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย
- เชาวน์ปัญญาด้านภาษา(Linguistic
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ(Logical
mathematical intelligence)
- สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์(Spatial
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี(Musical
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ(Bodily
kinesthetic intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น(Interpersonal
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง(Intrapersonal
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ(Naturalist
intelligence)
เชาวน์ ปัญญาของแต่ละคนอาจจะมีมากกว่านี้ คนแต่ละคนจะมีความสามารถเฉพาะด้านที่แตกต่างไปจากคนอื่น
และมีความสามารถในด้านต่างๆ ไม่เท่ากัน
2. เชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคลจะไม่อยู่คงที่อยู่ที่ระดับที่ตนมีตอนเกิด
แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม
สมปอง จันทคง ( http://www.kroobannok.com/blog/35261) ได้กล่าวไว้ว่า
ผู้บุกเบิกทฤษฎีนี้คือ การ์ดเนอร์ (Gardner) จาก ม. ฮาร์วาร์ด ในปี ๑๙๘๓ แนวคิดนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเกี่ยวกับ “เชาวน์ปัญญา” เป็นอย่างมาก ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ หรือการสร้างผลงานต่าง ๆ
สัมพันธ์กับวัฒนธรรม เชาวน์ปัญญาทางภาษาและคณิตศาสตร์
เชาวน์ปัญญาของบุคคลไม่อยู่คงที่ จะมีการเปลี่ยนแปลง
พัฒนาหากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม เชาวน์ปัญญาของบุคคลประกอบด้วย
1. ความสามารถในการแก้ปัญหาในสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นไปตามธรรมชาติและตามบริบท
ทางวัฒนธรรม
2. ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพและสัมพันธ์กับบริบททางวัฒนธรรม
3. ความสามารถในการแสวงหาหรือตั้งปัญหาเพื่อหาคำตอบและเพิ่มพูนความรู้เชาวน์ปัญญา
๘ ด้านตามแนวคิดของการ์ดเนอร์
- เชาวน์ปัญญาด้านภาษา
- เชาวน์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลทางตรรกะ
- เชาวน์ปัญญาด้านมิติสัมพันธ์
- เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี
- เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ
- เชาวน์ปัญญาด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เชาวน์ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
- เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีในการเรียนการสอน แนวทางการนำทฤษฎีพหุปัญญามาใช้ในการเรียนการสอนมีดังนี้
1. เนื่องจากแต่ละบุคคลมีเชาวน์ปัญญาแตกต่างกัน
ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนควรมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย
จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน
พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมศักยภาพหรือความสามารถเฉพาะตนของผู้เรียนไปในตัว
2. เนื่องจากผู้เรียนมีระดับพัฒนาการในเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เท่ากัน
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับขั้นการพัฒนาการในแต่ละด้านของผู้เรียน
ที่หลากหลาย
3. เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีเชาวน์ปัญญาแต่ละด้านไม่เหมือนกัน
แต่ละคนมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีความแตกต่างกัน
หลากหลาย สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม
4. ระบบการวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนไปจากแนวคิดเดิมที่ใช้การทดสอบวัดความสามารถเชาวน์ปัญญาเพียงด้านเดียว
ควรประเมินอย่างหลากหลายและตามสภาพจริง
บริหารการศึกษา กลุ่มดอนทอง52( http://dontong52.blogspot.com/) ได้กล่าวไว้ว่า ผู้บุกเบิกทฤษฎีนี้ คือ การ์ดเนอร์
จากมหาวิทยาลัยอาร์วาร์ด ได้ให้คำนิยาม “เชาว์ปัญญา”
(Intelligence)ไว้ว่า หมายถึง
ความสามารถในการแก้ปัญหาในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ หรือการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ
มีความสัมพันธ์กับบริบททางวัฒนธรรมในแต่ละแห่ง
การ์ดเนอร์มีความเชื่อพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการ
คือ
1. เชาว์ปัญญาของบุคคลมี 8 ประการด้วยกัน ได้แก่
1.1 เชาว์ปัญญาด้านภาษา
1.2 เชาว์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์
หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ
1.3 สติปัญญาด้านมิตรสัมพันธ์
1.4 เชาว์ปัญญาด้านดนตรี
1.5 เชาว์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ
1.6 เชาว์ปัญญาด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น
1.7 เชาว์ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง
1.8 เชาว์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ
2. เชาว์ปัญญาของแต่ละคนจะไม่อยู่คงที่
แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม
สรุป
ทฤษฏีนี้มีความเชื่อพื้นฐานที่สำคัญ 2
ประการ คือ
1. เชาวน์ปัญญาของบุคคลมิได้มีเพียงความสามารถทางภาษาและทางคณิตศาสตร์เท่านั้น
แต่มีอยู่อย่างหลากหลายถึง 8 ประเภทด้วยกัน ประกอบด้วย
- เชาวน์ปัญญาด้านภาษา(Linguistic
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ(Logical
mathematical intelligence)
- สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์(Spatial
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี(Musical
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ(Bodily
kinesthetic intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น(Interpersonal
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจตนเอง(Intrapersonal
intelligence)
- เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ(Naturalist
intelligence)
2. เชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคลจะไม่อยู่คงที่อยู่ที่ระดับที่ตนมีตอนเกิด
แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม
ที่มา
ติวเตอร์
โก โฮม .[online]http://www.tutorgohome.com/otherarticlesz/888-ทฤษฎีการเรียนรู้.html.เข้าถึงเมื่อ 28 สิงหาคม 2558.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น